2 ตุลาคม 2562 แม่น้ำโขงแห้งขอดคุกคามพืชเศรษฐกิจประเทศกัมพูชา

ที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/849386

การดำเนินชีวิตของชาวกัมพูชากำลังถูกคุมคามจากปัญหาปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงลดลงอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ผลพวงจากการสร้างเขื่อน ฝนตกน้อยและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และทำให้เกิดความวิตกกังวลในวงกว้างว่าจะส่งผลกระทบต่อการผลิตข้าว ตลอดจนพืชเศรษฐกิจอื่นๆที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศกัมพูชา ขณะที่บรรดาผู้นำจากทั่วโลกกำลังหารือกันเกี่ยวกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่นิวยอร์กในช่วงที่ผ่านมา ไกลออกไปหลายพันกิโลเมตร ชาวกัมพูชาจำนวนมากกำลังรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของระบบนิเวศน์วิทยาของประเทศที่ครอบคลุมถึงการที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ นิค เบเรสฟอร์ด ตัวแทนของสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ(ยูเอ็นดีพี) ให้ความเห็นว่าในฐานะที่ยูเอ็นดีพีเป็นหุ้นส่วนกับรัฐบาลกัมพูชาในการบริหารจัดการด้านสภาพอากาศ เห็นว่าประเทศกัมพูชามีความเปราะบางที่สุด 3 ด้านคือ 1. มีความสามารถด้านการปรับตัวค่อนข้างต่ำ 2. พื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่ของประเทศต้องการน้ำในการหล่อเลี้ยง และโครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่ในประเทศกัมพูชายังไม่แข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับผลพวงจากปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง เช่น ภัยแล้ง หรือ น้ำท่วม เมื่อเดือนกรกฎาคม คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (เอ็มอาร์ซี) รายงานว่าระดับน้ำในแม่น้ำโขงอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งขยายพื้นที่ออกไปประมาณ 4,500 กิโลเมตรตั้งแต่ในประเทศจีนไปจนถึงเมียนมา ไทย ลาว และกัมพูชาและจนมาถึงทะเลจีนใต้ในประเทศเวียดนามที่ระดับน้ำในแม่น้ำโขงถือว่า“เหือดแห้ง”คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเป็นองค์การร่วมมือระหว่างรัฐบาลเพื่อส่งเสริมและประสานงานจัดการและพัฒนาแหล่งน้ำและทรัพยากรอื่น ที่เกี่ยวข้องอย่างยั่งยืนเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก และประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดี ด้วยแผนยุทธศาสตร์และกิจกรรมต่าง ๆ และให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และให้คำแนะนำด้านนโยบาย เอ็มอาร์ซี ระบุว่าการที่ฝนทิ้งช่วงอย่างรุนแรงในฤดูแล้ง ประกอบกับเขื่อนจำนวนมากที่อยู่เหนือแม่น้ำโขงขึ้นไปทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงอยู่ในระดับต่ำสุดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงลดลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณน้ำใน“โตนเลสาบ” ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่บริเวณตรงกลางของประเทศกัมพูชา มีพื้นที่ประมาณ 7,500 ตารางกิโลเมตร เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำจะท่วมพื้นที่บริเวณรอบ ๆ ทำให้โตนเลสาบขยายตัวออกกว้างมากถึง 6 เท่า ทะเลสาบแห่งนี้มีปลาอาศัยอยู่หลายร้อยสายพันธุ์ และแต่ละปีมีผลผลิตปลาจากทะเลสาบแห่งนี้ราว 300,000 ตันแต่ความอุดมสมบูรณ์ของโตนเลสาบ กำลังถูกคุกคามจากปัญหาน้ำน้อย การประมงเกินขีดจำกัด มลพิษ และการสร้างเขื่อน ไบรอัน อายเลอร์ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง“ลาสต์ เดย์ ออฟ เดอะ ไมตี้ แม่โขง”(Last Days of the Mighty Mekong) และเป็นหัวหน้าโครงการนโยบายแม่น้ำโขงของสติมสัน เซนเตอร์ ที่ติดตามระดับน้ำในแม่น้ำโขงอย่างใกล้ชิด กล่าวว่าปัจจุบันมีเขื่อนกว่า 100 แห่งที่ทำงานอยู่เหนือแม่น้ำโขง หรือแม่น้ำสาขา ซึ่งเขื่อนมากมายเหล่านี้ปิดกั้นการอพยพของฝูงปลาสายพันธุ์ต่างๆและสกัดกั้นการไหลของน้ำที่มีความสำคัญต่อการเกษตรในประเทศกัมพูชา ปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงทำให้ช่วงเวลาของฤดูฝนสั้นลง ทำให้บางพื้นที่เกิดภาวะฝนแล้ง และเมื่อเกิดฝนตกลงมามากในบางพื้นที่จึงทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน” นอกจากนี้อายเลอร์ยังเตือนว่าปัญหาเรื่องปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงลดลงจะสร้างความเสียหายแก่ระบบนิเวศน์วิทยาตลอดจนพื้นที่ทางการเกษตรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจของประเทศกัมพูชาจะได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง แต่นายอายเลอร์ ก็กล่าวชื่นชมรัฐบาลกัมพูชาที่พยายามหันไปพึ่งพาพลังงานจากแสงอาทิตย์และเลี่ยงที่จะสร้างเขื่อนใหม่ๆบริเวณริมแม่น้ำโขง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เห็นว่ารัฐบาลกัมพูชาควรเตรียมทางเลือกอื่นๆสำหรับแหล่งอาหารไว้ด้วยเช่นกัน มีความเป็นไปได้สูงมากที่กัมพูชาจะเผชิญปัญหาขาดแคลนอาหารจากแหล่งน้ำ เพราะวิกฤติปริมาณน้ำจากทะเลสาบน้ำจืดโตนเลสาบที่ได้รับผลพวงจากปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง” แต่กัมพูชาไม่ได้เจอแค่ปัญหาปริมาณน้ำในโตนเลสาบอย่างเดียวเท่านั้น การปรับตัวเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิกำลังส่งผลเสียต่อสุขภาพและความสามารถด้านการผลิตของแรงงานในกัมพูชาด้วย โดยเฉพาะแรงงานในภาคการเกษตร อุตสาหกรรมการผลิต และอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งต้องทำงานกลางแจ้ง เบเรสฟอร์ด กล่าวว่า กัมพูชาให้สัตยาบันรับรองแผนรับมือกับสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงระยะ 10 ปีเมื่อปี 2556 และทุ่มงบประมาณเพื่อรับมือกับปัญหานี้เป็นเงินเกือบ 200 ล้านดอลลาร์ กองทุนสาธารณะเข้ามาสนับสนุนการทำกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับระบบชลประทาน สร้างถนนที่สามารถต้านทานสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง สนับสนุนการเกษตร และการเข้าถึงน้ำสะอาดและระบบสาธารณสุข” อย่างไรก็ตาม สำหรับซัน มาลา นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมชาวกัมพูชา กลับเห็นต่างว่าบรรดานักการเมืองและนักธุรกิจที่มีสายสัมพันธ์กับนักการเมือง อยู่เบื้องหลังกิจกรรมต่างๆที่ทำลายสภาพแวดล้อม ทั้งการดูดทรายและการลักลอบตัดไม้ เราไม่คาดหวังว่ารัฐบาลกัมพูชาจะแก้ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าหรือแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้จริงๆ เพราะผู้ทรงอิทธิพลในกัมพูชาต่างได้รับประโยชน์จากกิจกรรมทำลายทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้”